ยืนยัน การตรวจพิสูจน์หลักฐานคดีเกาะเต่า ปี พ.ศ.2557 เทียบเท่ามาตรฐานสากล

พลตำรวจโท ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงกรณีสื่อต่างชาติกล่าวหามาตรฐานการตรวจพิสูจน์หลักฐานคดีเกาะเต่าเมื่อปี พ.ศ.2557ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล

จากกรณีบทความทางสื่อออนไลน์ Fairfax เขียนโดย ลินด์เซย์ เมอร์ดอก (Lindsay Murdoch) อ้างคำพูดของเจน ทอปิน ชาวออสเตรเลีย ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการชันสูตร พิสูจน์หลักฐานและเดินทางมาประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม2559 เพื่อเป็นพยานทางนิติเวชวิทยา แต่ไม่ได้รับการเชิญให้เข้าร่วมในกระบวนการยุติธรรมจึงออกมากล่าวหาว่าห้องทดลองในการตรวจพิสูจน์หลักฐานของตำรวจไทยไม่มีความน่าเชื่อถือ โดยระบุถึงการที่ตำรวจไทยได้ขึ้นเป็นพยานในศาล และนำเสนอผลการตรวจพิสูจน์ตัวอย่างสารพันธุกรรม (DNA samples)ของจำเลยทั้งสองคน พบว่าตรงกับวัตถุพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ และหลักฐานดังกล่าวเชื่อมโยงไปสู่การพิจารณาให้ประหารชีวิตจำเลยนั้น

สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงว่า การดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ได้ยึดมาตรฐานเดียวกันกับ FBI และมีกระบวนการทำงานอย่างรอบคอบรัดกุม

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากบทความทางสื่อออนไลน์Fairfax เขียนโดย ลินด์เซย์ เมอร์ดอก (Lindsay Murdoch) อ้างคำพูดของเจน ทอปิน ( http://www.smh.com.au/…/australian-scientist-jane-taupin-qu…) ซึ่งเป็นบทความเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2559 โดยมีประเด็นข้อสงสัยขั้นตอนการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไทย ตั้งแต่การตรวจสถานที่เกิดเหตุ การครอบครองวัตถุพยาน และมาตรฐานการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ดังนี้

บทความอ้างว่า พญ.พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวช ซึ่งระบุว่าสถานที่เกิดเหตุมีการจัดการที่ไม่เหมาะสมและการรวบรวมหลักฐาน "ขัดแย้งกับหลักการของนิติวิทยาศาสตร์"

บทความยังอ้างถึงนายแอนดี้ ฮอลล์ ผู้ให้การสนับสนุนแรงงานข้ามชาติ ซึ่งให้คำแนะนำแก่ทนายฝ่ายจำเลยในคดี ได้ให้ข้อมูลว่าห้องทดลองทางนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจไทยยังไม่มีมาตรฐานเพียงพอทางนิติวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะการจับคู่ทาง DNA ระหว่างผู้เสียชีวิตกับจำเลย

จากคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ได้สรุปในเรื่องการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ของ ตร. ไว้โดยละเอียด ดังนี้

วิธีการทำงานตรวจเก็บวัตถุพยาน ได้ปฏิบัติตามหลักการตรวจเก็บสถานที่ เกิดเหตุของ FBI การเคลื่อนย้ายศพมีการวางป้ายเลขกำกับตามลำดับความสำคัญของวัตถุพยานที่ตรวจและถ่ายภาพไว้ การพลิกศพ การเก็บตัวอย่างวัตถุพยานจากศพ ใช้ปากคีบหยิบเก็บถุงยางอนามัยและก้นบุหรี่ บรรจุวัตถุพยานใส่กล่องหรือซองใส่วัตถุพยาน ปิดผนึกอย่างมิดชิด ลงลายมือชื่อกำกับบนเทปและกระดาษที่ปิดผนึก

พ.ต.อ.นายแพทย์ ภวัต ประทีปวิศรุต รอง ผบก.สถาบันนิติเวชวิทยา รพ.ตร.ร่วมกับกลุ่มงานนิติพยาธิ ผ่าศพและตรวจชิ้นเนื้อ โดยมีกลุ่มงานเลือดชีวเคมีและเขม่าดินปืน ตรวจหาสารพิษ ในร่างกายเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2557 ได้ตรวจเก็บคราบน้ำลายบริเวณหัวนมด้านขวา (พบรอยถูกกัด) โดยใช้ไม้พันสำลี (Swab) เก็บวัตถุพยานในช่องคลอดและทวารหนัก ทำเป็นขั้นตอนตามระบบและสามารถวินิจฉัยร่องรอยการล่วงละเมิดทางเพศและสาเหตุการตายโดยดูจากร่องรอยบาดแผลที่พบบนร่างกายของผู้ตายทั้งสอง

 พ.ต.ท.หญิง เกวลี จันทร์พันธุ์ นักวิทยาศาสตร์ กลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ​ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจได้รับวัตถุพยานในคดีเมื่อวันที่ 16 กันยายน​ 2557 อยู่ในสภาพปิดผนึกเรียบร้อยทุกรายการ ผลการตรวจเปรียบเทียบพบว่า สารพันธุกรรมของ ผู้ตายที่ 2 ตรงกับสารพันธุกรรมที่พบบนด้ามจอบและที่ถุงยางอนามัย ได้ทดสอบกับน้ำยาแอสิดฟอสฟาเตส (Acid Phosphatase) ไม่พบคราบอสุจิ ตรวจก้นบุหรี่ของกลาง 3 ก้น พบสารพันธุกรรมเพศชายติดอยู่ที่ก้นบุหรี่ LM ของกลางลำดับที่ 1 และพบสารพันธุกรรมในก้นบุหรี่ของกลางลำดับที่ 2 ตรงกับของบุคคลในของกลางลำดับที่ 1 และยังมีการตรวจสารพันธุกรรมที่เก็บจากเยื่อบุกระบุ้งแก้มของผู้ต้องสงสัยที่ส่งมาตรวจพิสูจน์

 การตรวจเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมจากกระพุ้งแก้มของจำเลย ดำเนินการตามขั้นตอนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้รับการฝึกอบรมจากตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และเคยเก็บตัวอย่าสารพันธุกรรมมาแล้วหลายราย ผู้เก็บใช้ผ้าปิดปาก สวมถุงมือมีการให้จำเลยบ้วนปากก่อน แล้วจึงใช้อุปกรณ์ก้านสำลีพันปลายไม้ เมื่อเก็บแล้วจึงบรรจุกล่องเก็บวัตถุพยาน ปิดผนึก ลงชื่อกำกับ บันทึกภาพ แล้วส่งให้พนักงานสอบสวนจัดส่งทางบริการสายการบินจากเกาะสมุยมายังห้องปฏิบัติการกองพิสูจน์หลักฐานกลางในกรุงเทพฯ กล่องวัตถุพยานถึงมือผู้ตรวจพิสูจน์โดยไม่มีการเปิดกล่องมาก่อน ผู้ตรวจพิสูจน์สวมถุงมือขณะปฏิบัติงานมีการแยกเก็บวัตถุพยานแต่ละชิ้น วัตถุพยานอยู่ในการคุ้มครองดูแลของบุคคลหรือหน่วยงานตลอดเวลาโดยไม่ขาดช่วงการครอบครอง (Chain of Custody)

นายแพทย์วรวีร์ ไวยวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ระบุถึงการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลด้วยวิธีตรวจสารพันธุกรรม คือการตรวจการเรียงลำดับของรหัส (เบส) พันธุกรรม ตรวจการซ้ำกันของสารพันธุกรรม ซึ่งแต่ละคนมีตำแหน่งให้ตรวจมากกว่า 5,000 ตำแหน่ง และมีรหัสพันธุกรรมที่ไม่เท่ากัน ก่อให้เกิดเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล การตรวจพิสูจน์ไม่มีข้อกำหนดว่าการตรวจเปรียบเทียบต้องใช้กี่ตำแหน่ง แต่ตามมาตรฐานสากลต้องไม่น้อยกว่า 13 ตำแหน่ง ซึ่งผลการตรวจ 16 ตำแหน่ง (ตามรายงานการตรวจพิสูจน์) สามารถแยกแยะบุคคลได้ถึง 100 ล้านคน สอดคล้องกับคำเบิกความของ พ.ต.ท.หญิง เกวลีฯ ผู้เชี่ยวชาญกองพิสูจน์หลักฐานกลาง พยาน ที่ตอบถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่าสารพันธุกรรมเพียง 13 ตำแหน่ง ก็สามารถใช้ยืนยันตัวบุคคลได้

ในส่วนของค่าความเชื่อมั่น ที่โจทก์ไม่ได้อ้างส่งเป็นหลักฐานนั้น ศาลฎีกาชี้ว่าเป็นเพียงสถิติที่ใช้ประกอบรายงานการตรวจพิสูจน์ ส่วนการจัดทำค่าความเชื่อมั่นก็เป็นเพียงความเห็นของ พ.ญ.พรทิพย์ฯซึ่งไม่มีระเบียบกฎเกณฑ์กำหนดไว้แน่นอนว่าต้องจัดทำทุกกรณีหรือไม่

การตรวจพิสูจน์ของกลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ​ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ​และสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจมีการคิดคำนวณค่าความเชื่อมั่น (Possibility of Person) ไว้แต่ไม่ได้ระบุไว้ในรายงาน ซึ่งศาลได้ให้ข้อพิจารณาว่า ในเรื่องนี้เป็นเพียงข้อแตกต่างในรายละเอียดของรูปแบบและขั้นตอนวิธีปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานที่จะกำหนดขึ้นเพื่อบังคับใช้ภายในหน่วยงานเท่านั้น ในระเบียบการปฏิบัติงานของห้องปฏิบัติการตรวจดีเอ็นเอทั้ง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจและ​ สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจได้มีการดำเนินการตามหลักวิชาการสากล คือเมื่อ DNA ที่ตรวจพบที่วัตถุพยานเป็นดีเอ็นเอผสมของบุคคลมากกว่า 1 คน จะต้องมีการคำนวณค่าทางสถิติ เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์เจ้าของคดีมั่นใจในการลงความเห็น โดยค่าของการคำนวณนี้จะเก็บรวบรวมไว้ในเอกสารประกอบรายงานเพื่อใช้อ้างอิงความน่าเชื่อถือของผลการตรวจพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลในชั้นพนักงานสอบสวนจนถึงชั้นศาล แต่ไม่ได้ระบุไว้ในรายงานการตรวจพิสูจน์

 

จากกรณีบทความดังกล่าวที่มีการกล่าวหาว่าห้องปฏิบัติการในการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมของสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ​ และกลุ่มงานตรวจทางชีววิทยาและดีเอ็นเอ​ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจไม่น่าเชื่อถือนั้นจึงเป็นการเขียนโดยไม่ทราบข้อเท็จจริงในกระบวนการตรวจพิสูจน์ และกระบวนการพิจารณาคดีของอัยการและศาล

การตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมของทั้ง สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ​ และกลุ่มงานตรวจทางชีววิทยาและดีเอ็นเอของ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจมีขั้นตอนการตรวจตามมาตรฐานสากลที่ตรวจสอบได้ ผู้ตรวจพิสูจน์ต้องไปเป็นพยานศาล อธิบายรายละเอียด ตอบคำถามค้านของฝ่ายจำเลยและแสดงหลักฐานต่างๆ ให้ศาลประกอบการพิจารณาคดี ซึ่งการเบิกความของผู้ตรวจพิสูจน์ก็สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรรมของสถาบันนิติวทยาศาสตร์ ตามที่ปรากฏในคำพิพากษา

 อนึ่ง คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2557 โดยนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คน คือนายเดวิด มิลเลอร์ และ น.ส.ฮานนาห์ วิทเธอริดจ์ ถูกฆาตกรรมที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งตำรวจได้จับกุมนายซอ ลินและนายวิน ซอ ตุน หรือเวพิว ชาวเมียนมา และเมือวันที่ 29 สิงหาคม 2562 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 2 คน

เหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวเกาะเต่าเป็นอย่างมาก หน่วยงานทุกฝ่ายรวมทั้งคนในพื้นที่ได้ออกมาจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกาะเต่าซึ่งเป็นเกาะที่มีความงดงามและเป็นแหล่งสอนดำน้ำที่สวยงามติดอันดับโลก ได้กลับมามีชีวิตชีวาตามเดิม

 ที่มา : - 30/12/2562 จำนวนผู้เข้าชม : 436

ข่าวที่เกี่ยวข้อง