"โครงการมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช และบางใหญ่-กาญจนบุรี " ภาครัฐ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนแต่อย่างใด

โครงการมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช และบางใหญ่-กาญจนบุรี " ภาครัฐ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนแต่อย่างใด

 

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง ชี้แจงข้อวิจารณ์จากสื่ออนไลน์ ในประเด็นรัฐบาลมีการบริหารงานแบบเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุน และการบริหารงานที่ผิดพลาด ในประเด็นโครงการมอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช และบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งใช้เงินภาษีประชาชนสร้างจำนวน 1.4 แสนล้านบาท แต่กลับไม่สามารถบริหารจัดการด่านเก็บเงินได้ ต้องให้ภาคเอกชนเข้ามารับสัมปทานเป็นผู้ทำด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง นั้น

 

นายอานนท์  เหลืองบริบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง  ชี้แจงว่า โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน - นครราชสีมา และสายบางใหญ่ & กาญจนบุรี มีการให้เอกชนร่วมลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา ในลักษณะของ PPP Gross Cost โดยรัฐเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างงานโยธา และการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส่วนเอกชนจะเป็นผู้ออกแบบและลงทุนก่อสร้างงานระบบและองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการทั้งหมด ทั้งในส่วนของงานโยธาที่รัฐเป็นผู้ลงทุนและงานส่วนที่เอกชนเป็นผู้ลงทุน โดยเอกชนจะเป็นผู้จัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเพื่อนำส่งรายได้ทั้งหมดให้แก่ภาครัฐ และเอกชนจะต้องรับความเสี่ยงและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการตลอดอายุของสัญญา โดยภาครัฐจะจ่ายค่าตอบแทนจากการให้บริการ (Availability Payment) ประกอบด้วย การก่อสร้างงานระบบและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง และค่าตอบแทนการดำเนินงานและบำรุงรักษา ตามเงื่อนไขและเกณฑ์คุณภาพการให้บริการที่กำหนดไว้ (Performance-Based Specification) และหากภาคเอกชนไม่สามารถดำเนินการได้ตามระดับคุณภาพการให้บริการที่ตกลงไว้ ภาครัฐมีกลไกการปรับลดวงเงินค่าตอบแทนที่จะจ่ายให้กับเอกชน   สำหรับการให้เอกชนมาร่วมลงทุนในการดำเนินงานและบำรุงรักษา ในลักษณะของ PPP Gross Cost มีประโยชน์ดังนี้

1.จากผลการศึกษาฯ พบว่าการให้เอกชนร่วมลงทุนฯ รูปแบบ PPP Gross Cost มีต้นทุนค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ต่ำกว่ารูปแบบรัฐดำเนินการเอง (PSC) เมื่อเปรียบเทียบตามหลักการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของเงิน (Value for Money) 


2. รัฐสามารถถ่ายโอนความเสี่ยงในเรื่องค่าก่อสร้าง ค่าดำเนินงานและบำรุงรักษา ตลอดระยะเวลา 30 ปี ไปให้เอกชน 

3. ผู้ใช้บริการจะได้ประโยชน์จากการดำเนินงานและบำรุงรักษาที่มีประสิทธิภาพโดยภาคเอกชน ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาที่กำหนดเกณฑ์คุณภาพการให้บริการ (KPI) ในด้านต่าง ๆ เช่น การระบายจราจรบริเวณด่านเก็บค่าผ่านทาง การช่วยเหลือกรณีอุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉิน ความเรียบของผิวถนน ความชัดเจนของเส้นจราจร การซ่อมแซมดูแลรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เสียหายให้กลับสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว เป็นต้น 

4.  ลดภาระรายจ่ายงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงลดภาระการบริหารจัดการด้านบุคลากร โดยปัจจุบันมอเตอร์เวย์ 2 สายทางในปัจจุบัน ระยะทาง 204 กม. (M7 กรุงเทพฯ  ชลบุรี  พัทยา และ M9 วงแหวนรอบนอกด้านตะวันออก) ต้องใช้ลูกจ้างปฏิบัติงานมากกว่า 2,200 อัตรา) 

5.  มีความสอดคล้องกับแผนปฏิรูปองค์การของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ ตามแนวทางของสำนักงาน ก.พ.ร. 

6. รัฐจะได้รับประโยชน์จากประสิทธิภาพของภาคเอกชน (Private Sector Efficiencies) จากการใช้สัญญารูปแบบ PPP ที่ให้เอกชนลงทุน บำรุงรักษา และบริหารจัดการในระยะยาว (Life Cycle Approach) เนื่องจาก
แรงจูงใจให้ภาคเอกชนนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม (Technology & Innovation) มาใช้ในการดำเนินการตามเกณฑ์คุณภาพที่รัฐกำหนด
เอกชนสามารถวางแผนระยะยาว เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด  ความคล่องตัวของภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหา ซ่อมแซม บูรณะ ฟื้นฟูความเสียหายของทางและอุปกรณ์งานทางต่าง ๆ เมื่อเทียบกับกลไกการใช้งบประมาณโดยปกติของภาครัฐ (ส่งผลให้ผู้ใช้ทางได้รับบริการที่ดีตลอดเวลา) 

รัฐสามารถคาดการณ์และควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ จึงส่งผลดีต่อการบริหารจัดการกระแสเงินสดสุทธิคงเหลือในอนาคตภายใต้กลไกต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการลงทุนก่อสร้างทางหลวงพิเศษฯ เส้นทางอื่น

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางปะอิน - นครราชสีมา และสายบางใหญ่ - กาญจนบุรี ดังกล่าว ได้คำนึงถึงประโยชน์ของภาครัฐ ความเป็นไปได้ของการร่วมลงทุน และการจัดสรรความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างรอบคอบแล้ว โดยภาครัฐไม่ได้เสียเปรียบเอกชนและไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนแต่อย่างใด

 ที่มา : กรมทางหลวง 31/01/2562 จำนวนผู้เข้าชม : 394

ข่าวที่เกี่ยวข้อง