ก.พาณิชย์ มุ่งใช้กลไกตลาดเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตร เผยการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

กระทรวงพาณิชย์ มุ่งใช้กลไกตลาดเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตร เผยการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

กรณีพรรคการเมืองออกแถลงการณ์วิจารณ์มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมทั้งระบุว่าจากการสำรวจความเห็นของโพลสำนักต่างๆ พบว่าประชาชนกำลังประสบกับปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรง กำลังซื้อในประเทศหดตัว ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำนั้น

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาด้านราคาสินค้าเกษตรที่จะส่งผลกระทบต่อรายได้หรืออำนาจซื้อของเกษตรกรในแต่ละช่วงเวลา จึงได้มีมาตรการรองรับปัญหาด้านการตลาดที่อาจเกิดขึ้นตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น สนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกตามความต้องการของตลาด การชะลอผลผลิตออกสู่ตลาดโดยเก็บสต็อกผลผลิตไว้บางส่วนและเพิ่มช่องทางการตลาดเพื่อให้มีการใช้ผลผลิตมากขึ้น (ข้าวเปลือก ยางพารา น้ำมันปาล์ม) 

รวมทั้งการจัดหาสินเชื่อเพื่อรวบรวมผลผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่ม (ข้าว มันสำปะหลัง)

การจัดหาตลาดให้เกษตรกรมีพื้นที่จำหน่ายผลผลิตของตนเองโดยลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง(Farm outlet ตลาดประชารัฐ ตลาดต้องชม) 

การผลักดันส่งออกผลผลิตส่วนเกิน (น้ำมันปาล์ม ไข่ไก่) รณรงค์เพื่อเพิ่มการบริโภค (ผลไม้ ไข่ไก่) เป็นต้น 

โดยมุ่งหวังให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ได้เร่งระบายสต็อกสินค้าที่ค้างเก็บมาจากรัฐบาลก่อน ทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง และข้าว จนเกือบหมดสิ้น 

รวมทั้งได้พยายามผลักดันให้มีการส่งออกข้าวและมันสำปะหลัง จนสามารถส่งออกได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะข้าวส่งออกได้ถึง 11 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด ปรับตัวสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวด้วยว่า สำหรับนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 11.46 ล้านคนทั่วประเทศ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการจ่ายเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเพื่อให้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ 

นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยตรง ซึ่งประกอบด้วย ประชาชนทั่วไป เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ฯลฯ แล้ว ยังเป็นการช่วยให้ร้านค้าปลีก ขนาดเล็กที่กระจายอยู่ตามชุมชนท้องถิ่นให้สามารถดำเนินธุรกิจ สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในภาวะการแข่งขันที่สูงกับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ โดยปัจจุบันมีร้านค้าธงฟ้าประชารัฐกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศประมาณ 50,000 ราย ให้บริการประชาชน

รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงการคลัง นำแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน ประชารัฐ” เพื่อให้ร้านธงฟ้าประชารัฐให้บริการประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการอย่างทั่วถึง คลอบคลุมไปถึงร้านค้ารายย่อย อาทิ แผงจำหน่ายเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ผัก ผลไม้ ทั้งในตลาดสด ตลาดกลาง ตลาดต้องชม ผู้ค้าอาหารสำเร็จรูป ร้านอาหาร ร้านชำที่อยู่ถิ่นชนบท ผู้ค้าสินค้าเกษตรในชุมชนและรถเร่ ทำให้ผู้ผลิตสินค้าภาคเกษตร ผลิตภัณฑ์ชุมชนในท้องถิ่น สามารถระบายสินค้าผ่านช่องทางร้านธงฟ้าประชารัฐกว่า 50,000 ร้านค้า

 ที่มา : 30/11/2561 จำนวนผู้เข้าชม : 334

ข่าวที่เกี่ยวข้อง